สนองความคลั่ง "รอยสัก" จนทุบสถิติ
posted on 19 Jul 2009 11:38 by horn59|
|
||
|
||
จากประวัติการสักของญี่ปุ่น ที่มีความเป็นมายาวนานเช่นเดียวกันกับการสักของจีน รอยสักของสองประเทศนี้จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลก ส่วนสีสันการสักฝั่งยุโรป อเมริการูปแบบการสักเป็นแบบสมัยใหม่หลากหลายมีการสักทุกรูปแบบ
การสักไม่เพียงใช้เข็มปลายแหลมสักมือ สักด้วยเครื่องซึ่งจะสม่ำเสมอเนียน ยังมีการสักแบบตอกดังเช่นการสักตามแบบฉบับบอร์เนียว ช่างสักคนเดิมเพิ่มเติมว่า การสักรูปแบบนี้เป็นของชาวเกาะมีการสืบทอดมายาวนานกว่าพันปี การสักมีรูปแบบเฉพาะตัวเป็นลายกราฟิก ดอกไม้ ฯลฯ
ที่มาที่ไปของรอยสัก
รอยสักหรือ Tattoo ซึ่งเป็นได้ทั้งคำนามและกริยานั้นมาจากภาษาตาฮิติว่า "Tatau" (แปลว่า ทำเครื่องหมายบางอย่าง) แต่เดิมเชื่อกันว่าการสักสืบทอดมาจากวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ เนื่องจากพบรอยสักบนมัมมี่ที่มีอายุประมาณ 4,500 ปี โดยมีรอยสักเป็นเส้นและจุดประกอบกันขึ้นเป็นลายและรูปต่างๆ
Otzal Alps Ice Man
ความเชื่อนี้แปรเปลี่ยนไปเมื่อไม่นานมานี้เองเนื่องจากการปรากฏตัวของคนที่มีชื่อเรียกกันว่า Otzal Alps Ice Man ในปี 1991 กล่าวคือ คนเล่นสกีน้ำแข็งในบริเวณเทือกเขา Otzal Alps ซึ่งอยู่ระหว่างออสเตรียและอิตาลี ไปพบศพของชายคนหนึ่งที่จมอยู่ใต้หิมะมายาวนาน จากการพิสูจน์ก็พบว่าได้ตายแบบถูกแช่อยู่ในน้ำแข็งมา 5,300 ปีแล้ว ซึ่งเป็นเวลาหลายร้อยปีก่อนหลักฐานรอยสักที่พบบนตัวมัมมี่สิ่งที่พบบนตัวศพที่เกือบจะเป็นมนุษย์สมบูรณ์ (ยกเว้นไม่หายใจ เพราะหยุดพักมา 5,300 ปีแล้ว) ก็คือ รอยสักถึง 57 รอย ไม่ว่าบนเข่า ลำตัว ข้อเท้า จนเชื่อว่าการสักไม่น่าจะเป็นเพียงพิธีกรรม แต่อาจเป็นวิธีการรักษาความเจ็บป่วยด้วย
เมื่อประกอบหลักฐานนี้เข้ากับชิ้นอื่นๆ ก็ทำให้เชื่อว่าประเพณีการสักกระจายไปยังวัฒนธรรมอื่นๆ ด้วย เช่น กรีก โรมัน อาหรับ เปอร์เซีย เมาลีในนิวซีแลนด์ Inuit (อ่านว่า อินโนวิต ซึ่งเป็นชื่อใหม่ของเอสกิโม เนื่องจากชื่อเดิมมีนัยยะของการดูถูก ดังเช่นที่มีการเปลี่ยน นิโกเป็นแบล็คอเมริกันและต่อมาเป็นแอฟโรอเมริกัน กะเหรี่ยงเป็นปะกากะญอ แม้วเป็นม้ง...เข้าใจว่า คุณทักษิณมิได้เปลี่ยนชื่อตาม) ฯลฯ และเมื่อก่อนหน้าคริสต์ศักราชประมาณ 2,000 ปี การสักก็แพร่กระจายไปยังจีนซึ่งใช้การสักเป็นการบอกว่าเป็นคนต้องโทษ โดยมักจะสักไว้บนหน้าผาก ญี่ปุ่นใช้การสักเป็นการบอกความเป็นทาสและนักโทษ
ประเพณีไทยในการสักเลก (ขึ้นทะเบียนไพร่) ที่ข้อมือ และหน้าผากเพื่อลงโทษแต่สมัยอยุธยา ก็อาจมาจากวัฒนธรรมจีน ในลิลิตตะเลงพ่ายที่จำได้ก็มีการพูดถึงการมีพุงดำ ในประวัติศาสตร์ไทยก็มีการสักลงเลขยันต์ เพื่อความอยู่ยงคงกระพันมาตลอด มั่นใจว่าบรรพบุรุษของพวกเราล้วนมีรอยสักด้วยกันทั้งนั้น
การสักนั้นเป็นวิธีง่ายๆ ที่ใช้ของมีคม เช่น มีด เข็ม เศษแก้วแตก จิ้มหรือกรีดบนร่างกาย (เจ็บที่สุดคือบริเวณที่ไม่ค่อยมีเนื้อ และใกล้กระดูก) และใส่หมึก ดินเขม่า หรือสีที่มาจากสารต่างๆ ที่ไม่เป็นพิษลงไปในแผล บ้างก็เสียชีวิตเพราะโรคบาดทะยัก แต่ก็ทนได้เพราะการสักรูปรอยต่างๆ ในบางวัฒนธรรมเป็นการบอกถึงฐานะทางสังคมในเผ่า หรือกลุ่มของตน (พวกเมาลี) บ้างก็เป็นพิธีกรรมของการเข้าสู่วัยหนุ่ม
Captain Cook - Whitby
Born 27 October 1728 - Died 14 February 1779
จุดเปลี่ยนแรกที่นำการสักมาสู่ยุคสมัยใหม่คือเมื่อกัปตัน เจมส์ คุก (Cook) นักเดินเรือคนสำคัญของโลก ที่เดินทางไปยังหมู่เกาะทะเลใต้ และบุกเบิกทวีปออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ได้นำศิลปะการสักกลับไปยุโรปใน ค.ศ.1769 ด้วยการนำชาวพื้นเมืองเมาลีที่เชี่ยวชาญการสักกลับไปอังกฤษกับเขาด้วย
การสักเกิดติดลมกลายเป็นแฟชั่นในหมู่คนชั้นสูง เพราะคนมีเงินเท่านั้นจึงจะมีรอยสักได้เนื่องจากมีราคาแพง เป็นเวลากว่าหนึ่งร้อยปีของศตวรรษที่ 19 (ค.ศ.1800"s) ที่การสักเป็นเรื่องของคนชั้นสูง และกัปตันคุกได้รับเครดิตว่า เป็นผู้นำการสักมาสู่คนเหล่านี้
อย่างไรก็ดี โดยแท้จริงแล้วคนอังกฤษและยุโรปก่อนหน้านั้นหลายร้อยปีไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน (พระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์สมัยโรบินฮู้ด) พระเจ้าเฮนรี่ที่ 4 พระเจ้าปีเตอร์มหาราช ตลอดจนอินเดียนแดงในอเมริกาเหนือล้วนมีการสักกันมาก่อนแล้ว
พระเจ้าฮาโรลด์ที่สองแห่งอังกฤษรักสนมคนหนึ่งมากจนมีรอยสักไว้บนหัวใจข้างซ้าย และรอยสักนี้แหละที่ทำให้สนมของพระองค์ สามารถพิสูจน์พระศพได้เมื่อทรงพ่ายแพ้ แก่ William the Conqueror ใน ค.ศ.1066
By Samuel O"Reilly
จุดเปลี่ยนที่สองของการสัก คือ ค.ศ.1891 เมื่อนักประดิษฐ์อเมริกันชื่อ Samuel O"Reilly ได้พัฒนาเครื่องสักไฟฟ้าได้สำเร็จ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ดีกว่าที่ โทมัส อัลวา เอดิสัน นักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ (ประดิษฐ์แผ่นเสียง หลอดไฟ เครื่องฉายภาพยนตร์ ฯลฯ) ได้สร้างไว้ก่อนหน้า เครื่องมือใหม่นี้มีหลอดสี และเข็มที่เจาะผิวหนังได้ลึกสามมิลลิเมตรอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับฉีดหยดสีเข้าไปใต้ผิวหนัง
The "Electric Pen"
by Thomas Edison